เช้าวันที่สอง หลังจากจัดการกระเป๋าเสร็จ พวกเราก็ออกไปหาอาหารเช้าทานกัน จะบอกว่าวันนี้เป็นวันที่เรากินแต่แป้งจริงๆ เดินเล่นตอนเช้า อาบแสงแดดพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...แหะๆ...เพราะอากาศดี ฟอกปอดจากที่นี่ไป ก่อนเจอมลพิษที่กรุงเทพฯ
เดินไปเดินมาก็หยุดท้องกันที่ร้านอาหารอินเดียค่ะ ร้านนี้ยอมรับว่าคุยกันยากจริง แถมสั่งของอย่างได้อีกอย่าง (อันนี้โดนของตัวเองนะค่ะ) คือ สั่งโรตีไส้ช็อกโกแล็ตราดน้ำผึ้ง แต่ได้โรตีไส้สตรอเบอร์รี่ราดน้ำผึ้งมาแทนซะงั้นเลย...ตอนแรกหวั่นๆนึกว่าเค้าจะยกมาทั้งสองด้วยซ้ำ เพราะย้ำกับเค้าว่าหนึ่ง หนึ่งนะ แต่ดีที่ยกมาจานเดียว ก็กินๆไปค่ะ กลัวว่ายิ่งพูดเดี๋ยวจะยิ่งไม่รู้กันเข้าไปใหญ่ กินกันเสร็จก็รีบจัดแจงเตรียมสัมภาระ check out จากที่พักเพื่อขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าที่พัก แล้วเราก็เริ่มรายการท่องเที่ยวกันเลยค่ะ เพราะเค้าบอกว่าจะใช้รถคันนี้ไปส่งพวกเราเลยที่ KL (โอ้ว..ดีจริง ไม่มีใครกลับกับพวกเรา เลยเหมือนเหมารถกลับกลายๆ)
พวกเราต้องข้ามการไปเที่ยวบางที่ไป เนื่องจากเวลาจำกัด และเห็นว่าบางที่นั้น ดูๆแล้วก็คิดว่าอย่างนี้หาดูได้ที่เมืองไทย เราก็ข้ามโลด...ที่แรกที่เค้าพาเราไปชม ก็ไร่ชาค่ะ “BOH” tea plantations เค้าว่าเป็นชาอันดับหนึ่งของที่นี่เค้าเลย ตลอดข้างทางที่มาถึงไร่ชาแห่งนี้ เราก็จะเห็นไร่ชาที่ปลูกกันเต็มภูเขา ไล่กันลงมา เหมือนเนินเขาประดับลายตาราง เป็นภาพความงามอีกแบบ อากาศก็ดี ลมก็เย็น
มาถึงที่ ‘Boh’ เนี่ย เค้าก็มีวิทยากรมาแนะนำสถานที่คร่าวๆ พร้อมพาเดินดูชมโรงงานผลิตใบชาของเค้า คนที่ชอบทานชาคงชอบค่ะ ที่ได้เห็นเลยว่าเค้าทำกันยังไง แต่เราคิดว่าคงไม่ได้เป็นส่วนหลักนะตรงนี้ คือ จัดเป็นกระบวนการผลิตขนาดหย่อมให้พวกเราดูเท่านั้นเอง ของจริงน่าจะใหญ่กว่านี้ เท่าที่เห็นจากวีดิทัศน์ที่เค้าฉาย แต่พวกเราก็ไม่ได้นั่งดูกันนานหรอกค่ะ แค่ยืนเมียงๆมองๆเท่านั้น เพราะจุดหลักคือถ่ายรูปไร่ชาค่ะ เพราะไกด์ให้เวลาไม่ถึงชั่วโมง พวกเราก็เร่งทำเวลากันพอสมควร พร้อมของฝากจากที่นั่นด้วย...แน่นอน เป็นอะไรไม่ได้นอกจาก “ชา”ค่ะ มีทั้งแบบซองกับแบบใบชาตากแห้ง หลากหลายรสให้เลือกแล้วแต่จะชอบเลยค่ะ ก็หอมดีนะ ตอนดมใบชาตัว Garden Teas (Palas Supreme)
หลังจากได้ของฝากติดไม้ติดมือกัน ก็ออกเดินทางไปเที่ยวยังจุดหมายต่อไป นั่นก็คือ ฟาร์มสตรอเบอร์รี่...รี่รี่รี่ (ทำเสียง echo หน่อยนึงนะค๊า...ให้ได้อรรถรส 555) อันที่จริง ฟาร์มที่ไปนั้น ไม่ได้มีแค่สตรอเบอร์รี่ แต่มีผักสลัดด้วย เท่าที่เห็นมีอยู่สามพันธุ์ (ไม่รู้จะเรียกเป็นพันธุ์ หรือ เป็นชนิดดีหว่า แบบว่าด้อยความรู้ในด้านพืชพรรณ ยิ่งการเรียกชื่อ ยิ่งมึนใหญ่) เอาเป็นว่ามีอย่างที่เห็นค่ะ เรียกรวมว่าผักสลัด ใช้กรรมวิธีการปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์ ปลูกแบบไร้ดินค่ะ (อยากปลูกๆๆบ้าง) มาที่นี่...ตัวเรานั้นซื้อของฝากไม่ทันค่ะ มัวแต่เดินเล่น (จริงๆแล้ว เวลาเค้าก็ให้น้อยด้วยหละ .... => ข้ออ้าง)
เสร็จจากแวะฟาร์ม ก็ไปสวนผึ้ง แต่เราใช้เวลาที่นี่กันแป๊บเดียว เพราะไม่มีอะไรน่าดูเยอะ เห็นแต่กล่องที่เค้าสร้างไว้เลี้ยงผึ้งอ่ะค่ะ แล้วก็เหมือนเป็นแหล่งที่เค้าพากันมาช้อปพวกน้ำผึ้งมากกว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวคนจีนที่ทัวร์พามาลงก็เยอะค่ะ
ออกมาแล้ว ก็มารับบุญกันที่วัดจีนซัมโป้ค่ะ (ไม่รู้ว่าออกเสียงถูกไหม) ดูสะอาดและสงบดีค่ะ ก็ไปไหว้พระ ถ่ายรูปกัน พวกเราใช้เวลาที่นี่กันไม่นานเหมือนเดิม ที่นี่เป็นจุดแวะเที่ยวสุดท้ายในโปรแกรมการเที่ยวครึ่งวันเช้าของเราค่ะ ก่อนตะบึ่งรถออกจากคาเมรอนกลับเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ของมาเลเซีย...กัวลาลัมเปอร์นั่นเองค่า....ตะแด้ดๆ
ขากลับลงจากคาเมรอนนี่...นอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ (ทั้งๆที่เป็นคนหลับง่าย...อันนี้เป็นที่เลื่องลือดีในหมู่นารีสโมศรีอยู่แล้ว) เพราะทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลด เลี้ยวกันทีไม่มีเบรกอย่างนี้ ทำเอาแทบอยากให้อาหารลิงค่างแถวนั้น ถ้าจำไม่ผิด อยู่บนเส้นทางคดเคี้ยวนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง ประมาณหกสิบกว่ากิโลเมตร พอลงมาที่ราบได้งี้...ดีใจมากกกก รอดไปอีกเปราะ
คนขับพาพวกเรามาแวะกินข้าวที่จุดแวะพักรถข้างทางหลวง (น่าจะเรียกว่าอย่างนี้) มีคนขับรถมาจอดแวะพักกินกันเยอะมาก ที่ประทับใจคือห้องน้ำสาธารณะที่นี้ กว้างใหญ่มากกกกก เดินหากันเกือบไม่เจอแหนะ (จริงๆนะ) โอ่โถง ลมพัดผ่านสบาย มีแยกส่วนห้องแต่งหน้า ห้องแต่งตัว ที่นั่งรอ อะไรๆไว้เรียบร้อยเลย
แต่เรากลับไม่ได้กินข้าวที่นี่เลย...คือเพื่อนๆกินกัน แต่เราไม่ได้กิน กินแค่ Pao Kaya เดาได้ไหมค่ะว่าอะไร ...แต่นแต๊น...ซาลาเปา ไส้สังขยาค่ะ เป็นคำที่เดาได้ไม่ยากเลยเนอะ อ้อ...ยังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมกินข้าวไม่ได้ เหตุก็เพราะว่า...รักเธอ..ไม่ใช่ค่ะ...อย่าอ้วกนะค่ะ...เหตุเพราะลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่มันไปกองรวมกันค่ะ จากพันโค้งนั้น ท้องไส้เลยปั่นป่วน กินอะไรไม่ลง...จึงกินสิ่งที่คิดว่าพอจะเคี้ยวจะกลืนได้ลงไป ไม่ให้เจ้าน้ำย่อยทำร้ายทำลายเยื่อบุในกระเพราะเท่านั้นเอง
มาถึง KL ก็เกือบๆ 5 โมงเย็นพอดี รถมาจอดส่งพวกเราแถว Puduraya ลงมากันได้ก็ยังงงๆ ว่า เอ๊...ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของปูดูราย่าน้า...เพราะต้องหาทางไปโรงแรมที่จองไว้ คือ โรงแรม Swiss Inn ซึ่งอยู่แถว China Town นั่นเอง ก็เดินหลงทางกันไปรอบนึง ก่อนถามทางคนแถวนั้น เพราะทางมันชักจะไม่ใช่แล้วหน่า แล้วเราก็เดินย้อนกลับมาค่ะ หุหุ จากจุดที่ลง จริงๆแล้ว เราสามารถเดินข้ามถนนมาสองสามถนนก็ถึงย่านไชน่าทาวน์แล้วหละค่ะ
แก๊งค์จิ๋วของพวกเราก็ลากกระเป๋าเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่โรงแรม เพราะอยากวางสัมภาระ พักเท้ากันเหลือเกินตอนนี้ ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมจนได้ ก็ไม่ไกลมากจากปากทางเข้า
โรงแรม Swiss Inn นี้ เค้าว่าเป็นระดับสามดาว เรื่องงานบริการนี่ ไม่น่าจะสู้เมืองเราได้ค่ะ ส่วนเรื่องห้องพักก็พอใช้ค่ะ แต่ของใช้ในห้องเนี่ยทำงานได้ไม่ 100% แต่กว่าจะไปถึงห้องพักก็เล่นเอามึนเหมือนกัน เพราะทางงงงวยเหลือเกิน แถมยังไม่มีคนโรงแรมมานำทางให้อีกต่างหาก โดยรวมแล้วพักได้ค่ะ เพราะที่ตั้งดีติดย่านไชน่าทาวน์ ไม่ไกลจากขนส่งปูดูรายา และราคาก็ไม่แพงมากนัก อ้อ...ที่พักที่นี่ เค้าใช้ปลั๊กคนละแบบกับบ้านเรา ยังไงเอาตัว adapter ไปด้วยนะค่ะ
จะว่าโชคดีหรือไม่ดีกันหนอ...พอเข้าพักโรงแรมได้สักพัก ฟ้าก็ครึ้มแล้วฝนก็ตกลงมาค่อนข้างหนักเลยทีเดียว จากที่คิดว่าจะเข้ามาพักแป๊บนึงแล้วออกลุยกันต่อ เลยต้องยืดเวลาพักออกไปอีก แต่อิชั้นก็ยังไม่วายแอบเดินออกไปสำรวจถนนคนเดินที่ติดอยู่กับอีกด้านหนึ่งของโรงแรมทั้งๆที่ฝนยังตกอยู่ สนุกแบบเฉอะแฉะดี 555 ไปเจอรองเท้าผ้าใบเก๋ๆอยู่คู่หนึ่ง พอถามเค้าว่าราคาเท่าไหร่ เค้าก็บอกมาว่า RM 35 เราก็ยังไม่ได้อะไร เพราะไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์ติดตัวลงมา เลยว่าจะไปเดินเล่นที่อื่นต่อ แต่เค้าดันตะโกนออกมาว่าลดให้ๆ เอาไหม RM 30 เราก็ว่าไม่เป็นไร จะไปเดินดูก่อน ก็เลยลดให้เราอีกเป็น RM 25 เอ๋...ทำไมมันลดให้เร็วจังหว่า...แต่ยังไงก็ยังซื้อไม่ได้ 555 เลยได้แต่เดินจากมาพร้อมกับคิดว่า แล้วร้านอื่นหละ จะมีถูกกว่านี้รึป่าว...เหอๆ ไปสืบราคาดีกว่า เดินถัดมาอีกไม่กี่แผง ก็เจอรองเท้าผ้าใบสไตล์เดียวกัน เลยแจ้นไปสืบราคาทันที ร้านนี้ บอกเลยว่า RM 25 ... แถมยังลดได้อีก ถ้าจะเอา... เราก็ค่ะๆ ยังไม่ได้พกเงินมา เดี๋ยวค่อยมาใหม่... ฮึ่ม..ร้านนั้นมันคิดเราแพงเว่อร์มาก ... ว่าแล้วก็กลับโรงแรมดีกว่าเพราะฝนเริ่มจางไปบ้างแล้ว จะได้ออกไปต่อกันเลย เพราะเรามีเวลาอยู่ KL แค่คืนนี้เท่านั้นค่ะ
ออกจากโรงแรม เราก็เดินไปเที่ยวชม Sultan Abdul Samad Building, Dataran Merdeka ซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาธงชาติมาเลเซียที่เคยทำสถิติสูงที่สุดในโลก และ Jamek Mosque ค่ะ ทั้งสามที่นี้ พวกเราสามารถเดินกันไปได้ค่ะ จากที่พักย่าน Petaling Street เดินเที่ยวเสร็จ พระอาทิตย์ก็เริ่มลาลับ เราก็ไปต่อกันที่ไฮไลท์ของกัวลาลัมเปอร์ค่ะ นั่นก็คือ ตึกแฝด หรือ Twin Towers นั่นเอง
จากสถานที่ท่องเที่ยวจุดนั้น เราก็เดินไปตามทางเพื่อจะลงรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปดูตึกแฝดยามค่ำคืน เย้ๆ...ดีใจมากเลย เพราะจะได้ใช้ขนส่งมวลชนของมาเลเซียแล้ว เราเดินมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีมัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek) ดูดีๆนะคะ เพราะมีสถานีรถไฟอยู่สองเจ้าค่ะแถวนั้น เจ้าแรกคือ Putra อีกเจ้าคือ Star ชื่อสถานีเหมือนกันเลย ถ้าจะไปดูตึกแฝด เราต้องไปลงที่สถานี Suria KLCC ซึ่งสายที่จะพาเราไปนั้นต้องสาย Putra ค่ะ (1) Masjid Jamek- (2) Dang Wangi- (3) Kg.Baru- (4) KLCC จากสถานีมัสยิดจาเม็ก ถัดไปแค่สามสถานีเท่านั้นก็ถึงแล้ว
พอถึงที่สถานี ก็เดินตามป้ายบอกทางเลยค่ะ เราจะผ่านเข้าห้าง Suria ก่อน คนเยอะมากเลย จะรู้ได้ทันทีว่าจะถึงห้างแล้วจากกลิ่นขนมปังโรตีบอย Roti Boy ค่ะ กลิ่นหอมมากกกกกก ไม่ได้กลิ่นนี้มานานแล้ว หลังจากบ้านเราเลิกกินกัน แน่หละค่ะ...เราจะไม่กินได้หรือ ก็ได้ติดมือมาคนละชิ้น แต่ที่นี่ไม่ได้มีแต่รสกาแฟนะคะ มีหลายรสมากเลย อร่อยมากกกก
เดินเข้าห้างลึกไปอีกนิด ก็เห็นมีของ Vincci ลดราคาด้วย ที่นี่เค้าขายหมดเลย ไม่ว่ารองเท้า นาฬิกา แว่นตา ราคาไม่แพง (หรือเป็นเพราะตอนที่ไปมัน Sale อยู่รึเปล่าไม่รู้) เจ๊ใหญ่ในกลุ่มเราก็ได้เครื่องสำอาง M.A.C ติดมือมาชิ้นหนึ่งเนื่องจากราคาถูกกว่าที่เมืองไทย ที่ห้าง Suria มีช็อปของสกินฟู้ด Skin Food ด้วยค่ะ เรื่องราคาก็น่าจะถูกกว่าเมืองไทยเช่นกัน (คิดว่าเค้าน่าจะเก็บภาษีด้านเครื่องสำอางถูกกว่าบ้านเรา สินค้าพวกนี้เลยไม่แพงเท่าที่ไทย)
เจอแล้วๆ...ทางออก ทำไมคนยืนออกันเพียบเลย... อุ๊แม่เจ้า..ฝนตกอีกแล้ว.. แต่มาถึงแล้วจะไม่เดินออกไปชมได้อย่างไร ดีนะที่พี่และเพื่อนในกลุ่มละเอียดรอบคอบพกร่มกันไปด้วย...หุหุ..เลยได้อาศัย ทำแนบชิดติดร่มไปกับเค้าด้วย เพราะต้องลุยฝนเพื่อเดินไปส่วนลานน้ำพุ แล้วมองย้อนไปที่ตึก.....โอ้ว...สวยมากกกกค่ะ สมใจเลยงานนี้ (คิดว่าตึกนี้ ค่าไฟคงกินบานเลย..ฮ่ะฮ่ะ...เพราะเปิดไฟเยอะ แต่สวยดี) เก็บภาพกันได้ซักพักก็ไปหาของกินรอบค่ำกันที่ย่านบูกิต บินตัง (Bukit Bintang) ไม่มาย่านนี้ไม่ได้เนอะ...เค้าว่างั้นกัน...เพราะเป็นย่านช้อปปิ้งขึ้นชื่ออีกแห่ง ของกินก็มีเยอะแถวนั้น
จะไปที่นั่นได้พวกเราก็นั่งรถไฟสาย Putra อีกเหมือนเคยจาก KLCC นั่งย้อนมาแค่สองสถานี มาลงที่สถานีดังวังงิ (Dang Wangi) ชื่อสถานีนี้ออกแนวเกาหลีนิดๆ ฮ่ะๆ เป็น interchange station ที่เดินถึงกันได้ เรามาลงที่นี่แล้วก็เปลี่ยนสายมาต่อโมโนเรล (Monorail) ที่สถานีบูกิต นานาส (Bukit Nanas) เพื่อจะไปบูกิต บินตัง รถไฟโมโนเรลของเค้า ขนาดกะทัดรัดดีมากเลย เหมือนรถแคปซูลไฟฟ้าเลย เข้าไปยืนได้ไม่นาน ก็ถึงสถานีที่จะลงแล้ว สถานีนั้นก็ชื่อเดียวกับย่านเลยค่ะ คือ บูกิต บินตัง คนลงกันเยอะพอควร เดินเล่นไปมา ก็มาหยุดกินอาหารที่ร้านอาหารจีน จำไม่ได้ค่ะว่าชื่ออะไร คนอื่นกินข้าวมันไก่ไหหลำกัน เพราะมีให้เลือกทั้งไก่นึ่ง กับไก่ย่าง แต่เราเองนั้นเลือกกินอาหารเส้นค่ะ เค้าเรียกว่า Ayam Laksa เป็นบะหมี่แกง เส้นเหมือนอุด้งเลย ในน้ำแกงเหมือนใส่ปลากระป๋อง มีสัปปะรดชิ้นด้วย รสชาติออกเปรี้ยวเผ็ด ชามใหญ่ค่ะ กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด กินกันเสร็จแล้ว ท้องก็เริ่มตึงๆ แข้งขาเริ่มจะก้าวไม่ออกแล้วค่ะ ถ่านเริ่มอ่อนค่ะ แล้วคืนนั้นก็นิทราราตรีสวัสดิ์ที่เมืองหลวงแห่งมาเลเซีย
เดินไปเดินมาก็หยุดท้องกันที่ร้านอาหารอินเดียค่ะ ร้านนี้ยอมรับว่าคุยกันยากจริง แถมสั่งของอย่างได้อีกอย่าง (อันนี้โดนของตัวเองนะค่ะ) คือ สั่งโรตีไส้ช็อกโกแล็ตราดน้ำผึ้ง แต่ได้โรตีไส้สตรอเบอร์รี่ราดน้ำผึ้งมาแทนซะงั้นเลย...ตอนแรกหวั่นๆนึกว่าเค้าจะยกมาทั้งสองด้วยซ้ำ เพราะย้ำกับเค้าว่าหนึ่ง หนึ่งนะ แต่ดีที่ยกมาจานเดียว ก็กินๆไปค่ะ กลัวว่ายิ่งพูดเดี๋ยวจะยิ่งไม่รู้กันเข้าไปใหญ่ กินกันเสร็จก็รีบจัดแจงเตรียมสัมภาระ check out จากที่พักเพื่อขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าที่พัก แล้วเราก็เริ่มรายการท่องเที่ยวกันเลยค่ะ เพราะเค้าบอกว่าจะใช้รถคันนี้ไปส่งพวกเราเลยที่ KL (โอ้ว..ดีจริง ไม่มีใครกลับกับพวกเรา เลยเหมือนเหมารถกลับกลายๆ)
พวกเราต้องข้ามการไปเที่ยวบางที่ไป เนื่องจากเวลาจำกัด และเห็นว่าบางที่นั้น ดูๆแล้วก็คิดว่าอย่างนี้หาดูได้ที่เมืองไทย เราก็ข้ามโลด...ที่แรกที่เค้าพาเราไปชม ก็ไร่ชาค่ะ “BOH” tea plantations เค้าว่าเป็นชาอันดับหนึ่งของที่นี่เค้าเลย ตลอดข้างทางที่มาถึงไร่ชาแห่งนี้ เราก็จะเห็นไร่ชาที่ปลูกกันเต็มภูเขา ไล่กันลงมา เหมือนเนินเขาประดับลายตาราง เป็นภาพความงามอีกแบบ อากาศก็ดี ลมก็เย็น
มาถึงที่ ‘Boh’ เนี่ย เค้าก็มีวิทยากรมาแนะนำสถานที่คร่าวๆ พร้อมพาเดินดูชมโรงงานผลิตใบชาของเค้า คนที่ชอบทานชาคงชอบค่ะ ที่ได้เห็นเลยว่าเค้าทำกันยังไง แต่เราคิดว่าคงไม่ได้เป็นส่วนหลักนะตรงนี้ คือ จัดเป็นกระบวนการผลิตขนาดหย่อมให้พวกเราดูเท่านั้นเอง ของจริงน่าจะใหญ่กว่านี้ เท่าที่เห็นจากวีดิทัศน์ที่เค้าฉาย แต่พวกเราก็ไม่ได้นั่งดูกันนานหรอกค่ะ แค่ยืนเมียงๆมองๆเท่านั้น เพราะจุดหลักคือถ่ายรูปไร่ชาค่ะ เพราะไกด์ให้เวลาไม่ถึงชั่วโมง พวกเราก็เร่งทำเวลากันพอสมควร พร้อมของฝากจากที่นั่นด้วย...แน่นอน เป็นอะไรไม่ได้นอกจาก “ชา”ค่ะ มีทั้งแบบซองกับแบบใบชาตากแห้ง หลากหลายรสให้เลือกแล้วแต่จะชอบเลยค่ะ ก็หอมดีนะ ตอนดมใบชาตัว Garden Teas (Palas Supreme)
หลังจากได้ของฝากติดไม้ติดมือกัน ก็ออกเดินทางไปเที่ยวยังจุดหมายต่อไป นั่นก็คือ ฟาร์มสตรอเบอร์รี่...รี่รี่รี่ (ทำเสียง echo หน่อยนึงนะค๊า...ให้ได้อรรถรส 555) อันที่จริง ฟาร์มที่ไปนั้น ไม่ได้มีแค่สตรอเบอร์รี่ แต่มีผักสลัดด้วย เท่าที่เห็นมีอยู่สามพันธุ์ (ไม่รู้จะเรียกเป็นพันธุ์ หรือ เป็นชนิดดีหว่า แบบว่าด้อยความรู้ในด้านพืชพรรณ ยิ่งการเรียกชื่อ ยิ่งมึนใหญ่) เอาเป็นว่ามีอย่างที่เห็นค่ะ เรียกรวมว่าผักสลัด ใช้กรรมวิธีการปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์ ปลูกแบบไร้ดินค่ะ (อยากปลูกๆๆบ้าง) มาที่นี่...ตัวเรานั้นซื้อของฝากไม่ทันค่ะ มัวแต่เดินเล่น (จริงๆแล้ว เวลาเค้าก็ให้น้อยด้วยหละ .... => ข้ออ้าง)
เสร็จจากแวะฟาร์ม ก็ไปสวนผึ้ง แต่เราใช้เวลาที่นี่กันแป๊บเดียว เพราะไม่มีอะไรน่าดูเยอะ เห็นแต่กล่องที่เค้าสร้างไว้เลี้ยงผึ้งอ่ะค่ะ แล้วก็เหมือนเป็นแหล่งที่เค้าพากันมาช้อปพวกน้ำผึ้งมากกว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวคนจีนที่ทัวร์พามาลงก็เยอะค่ะ
ออกมาแล้ว ก็มารับบุญกันที่วัดจีนซัมโป้ค่ะ (ไม่รู้ว่าออกเสียงถูกไหม) ดูสะอาดและสงบดีค่ะ ก็ไปไหว้พระ ถ่ายรูปกัน พวกเราใช้เวลาที่นี่กันไม่นานเหมือนเดิม ที่นี่เป็นจุดแวะเที่ยวสุดท้ายในโปรแกรมการเที่ยวครึ่งวันเช้าของเราค่ะ ก่อนตะบึ่งรถออกจากคาเมรอนกลับเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ของมาเลเซีย...กัวลาลัมเปอร์นั่นเองค่า....ตะแด้ดๆ
ขากลับลงจากคาเมรอนนี่...นอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ (ทั้งๆที่เป็นคนหลับง่าย...อันนี้เป็นที่เลื่องลือดีในหมู่นารีสโมศรีอยู่แล้ว) เพราะทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลด เลี้ยวกันทีไม่มีเบรกอย่างนี้ ทำเอาแทบอยากให้อาหารลิงค่างแถวนั้น ถ้าจำไม่ผิด อยู่บนเส้นทางคดเคี้ยวนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง ประมาณหกสิบกว่ากิโลเมตร พอลงมาที่ราบได้งี้...ดีใจมากกกก รอดไปอีกเปราะ
คนขับพาพวกเรามาแวะกินข้าวที่จุดแวะพักรถข้างทางหลวง (น่าจะเรียกว่าอย่างนี้) มีคนขับรถมาจอดแวะพักกินกันเยอะมาก ที่ประทับใจคือห้องน้ำสาธารณะที่นี้ กว้างใหญ่มากกกกก เดินหากันเกือบไม่เจอแหนะ (จริงๆนะ) โอ่โถง ลมพัดผ่านสบาย มีแยกส่วนห้องแต่งหน้า ห้องแต่งตัว ที่นั่งรอ อะไรๆไว้เรียบร้อยเลย
แต่เรากลับไม่ได้กินข้าวที่นี่เลย...คือเพื่อนๆกินกัน แต่เราไม่ได้กิน กินแค่ Pao Kaya เดาได้ไหมค่ะว่าอะไร ...แต่นแต๊น...ซาลาเปา ไส้สังขยาค่ะ เป็นคำที่เดาได้ไม่ยากเลยเนอะ อ้อ...ยังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมกินข้าวไม่ได้ เหตุก็เพราะว่า...รักเธอ..ไม่ใช่ค่ะ...อย่าอ้วกนะค่ะ...เหตุเพราะลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่มันไปกองรวมกันค่ะ จากพันโค้งนั้น ท้องไส้เลยปั่นป่วน กินอะไรไม่ลง...จึงกินสิ่งที่คิดว่าพอจะเคี้ยวจะกลืนได้ลงไป ไม่ให้เจ้าน้ำย่อยทำร้ายทำลายเยื่อบุในกระเพราะเท่านั้นเอง
มาถึง KL ก็เกือบๆ 5 โมงเย็นพอดี รถมาจอดส่งพวกเราแถว Puduraya ลงมากันได้ก็ยังงงๆ ว่า เอ๊...ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของปูดูราย่าน้า...เพราะต้องหาทางไปโรงแรมที่จองไว้ คือ โรงแรม Swiss Inn ซึ่งอยู่แถว China Town นั่นเอง ก็เดินหลงทางกันไปรอบนึง ก่อนถามทางคนแถวนั้น เพราะทางมันชักจะไม่ใช่แล้วหน่า แล้วเราก็เดินย้อนกลับมาค่ะ หุหุ จากจุดที่ลง จริงๆแล้ว เราสามารถเดินข้ามถนนมาสองสามถนนก็ถึงย่านไชน่าทาวน์แล้วหละค่ะ
แก๊งค์จิ๋วของพวกเราก็ลากกระเป๋าเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่โรงแรม เพราะอยากวางสัมภาระ พักเท้ากันเหลือเกินตอนนี้ ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมจนได้ ก็ไม่ไกลมากจากปากทางเข้า
โรงแรม Swiss Inn นี้ เค้าว่าเป็นระดับสามดาว เรื่องงานบริการนี่ ไม่น่าจะสู้เมืองเราได้ค่ะ ส่วนเรื่องห้องพักก็พอใช้ค่ะ แต่ของใช้ในห้องเนี่ยทำงานได้ไม่ 100% แต่กว่าจะไปถึงห้องพักก็เล่นเอามึนเหมือนกัน เพราะทางงงงวยเหลือเกิน แถมยังไม่มีคนโรงแรมมานำทางให้อีกต่างหาก โดยรวมแล้วพักได้ค่ะ เพราะที่ตั้งดีติดย่านไชน่าทาวน์ ไม่ไกลจากขนส่งปูดูรายา และราคาก็ไม่แพงมากนัก อ้อ...ที่พักที่นี่ เค้าใช้ปลั๊กคนละแบบกับบ้านเรา ยังไงเอาตัว adapter ไปด้วยนะค่ะ
จะว่าโชคดีหรือไม่ดีกันหนอ...พอเข้าพักโรงแรมได้สักพัก ฟ้าก็ครึ้มแล้วฝนก็ตกลงมาค่อนข้างหนักเลยทีเดียว จากที่คิดว่าจะเข้ามาพักแป๊บนึงแล้วออกลุยกันต่อ เลยต้องยืดเวลาพักออกไปอีก แต่อิชั้นก็ยังไม่วายแอบเดินออกไปสำรวจถนนคนเดินที่ติดอยู่กับอีกด้านหนึ่งของโรงแรมทั้งๆที่ฝนยังตกอยู่ สนุกแบบเฉอะแฉะดี 555 ไปเจอรองเท้าผ้าใบเก๋ๆอยู่คู่หนึ่ง พอถามเค้าว่าราคาเท่าไหร่ เค้าก็บอกมาว่า RM 35 เราก็ยังไม่ได้อะไร เพราะไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์ติดตัวลงมา เลยว่าจะไปเดินเล่นที่อื่นต่อ แต่เค้าดันตะโกนออกมาว่าลดให้ๆ เอาไหม RM 30 เราก็ว่าไม่เป็นไร จะไปเดินดูก่อน ก็เลยลดให้เราอีกเป็น RM 25 เอ๋...ทำไมมันลดให้เร็วจังหว่า...แต่ยังไงก็ยังซื้อไม่ได้ 555 เลยได้แต่เดินจากมาพร้อมกับคิดว่า แล้วร้านอื่นหละ จะมีถูกกว่านี้รึป่าว...เหอๆ ไปสืบราคาดีกว่า เดินถัดมาอีกไม่กี่แผง ก็เจอรองเท้าผ้าใบสไตล์เดียวกัน เลยแจ้นไปสืบราคาทันที ร้านนี้ บอกเลยว่า RM 25 ... แถมยังลดได้อีก ถ้าจะเอา... เราก็ค่ะๆ ยังไม่ได้พกเงินมา เดี๋ยวค่อยมาใหม่... ฮึ่ม..ร้านนั้นมันคิดเราแพงเว่อร์มาก ... ว่าแล้วก็กลับโรงแรมดีกว่าเพราะฝนเริ่มจางไปบ้างแล้ว จะได้ออกไปต่อกันเลย เพราะเรามีเวลาอยู่ KL แค่คืนนี้เท่านั้นค่ะ
ออกจากโรงแรม เราก็เดินไปเที่ยวชม Sultan Abdul Samad Building, Dataran Merdeka ซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาธงชาติมาเลเซียที่เคยทำสถิติสูงที่สุดในโลก และ Jamek Mosque ค่ะ ทั้งสามที่นี้ พวกเราสามารถเดินกันไปได้ค่ะ จากที่พักย่าน Petaling Street เดินเที่ยวเสร็จ พระอาทิตย์ก็เริ่มลาลับ เราก็ไปต่อกันที่ไฮไลท์ของกัวลาลัมเปอร์ค่ะ นั่นก็คือ ตึกแฝด หรือ Twin Towers นั่นเอง
จากสถานที่ท่องเที่ยวจุดนั้น เราก็เดินไปตามทางเพื่อจะลงรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปดูตึกแฝดยามค่ำคืน เย้ๆ...ดีใจมากเลย เพราะจะได้ใช้ขนส่งมวลชนของมาเลเซียแล้ว เราเดินมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีมัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek) ดูดีๆนะคะ เพราะมีสถานีรถไฟอยู่สองเจ้าค่ะแถวนั้น เจ้าแรกคือ Putra อีกเจ้าคือ Star ชื่อสถานีเหมือนกันเลย ถ้าจะไปดูตึกแฝด เราต้องไปลงที่สถานี Suria KLCC ซึ่งสายที่จะพาเราไปนั้นต้องสาย Putra ค่ะ (1) Masjid Jamek- (2) Dang Wangi- (3) Kg.Baru- (4) KLCC จากสถานีมัสยิดจาเม็ก ถัดไปแค่สามสถานีเท่านั้นก็ถึงแล้ว
พอถึงที่สถานี ก็เดินตามป้ายบอกทางเลยค่ะ เราจะผ่านเข้าห้าง Suria ก่อน คนเยอะมากเลย จะรู้ได้ทันทีว่าจะถึงห้างแล้วจากกลิ่นขนมปังโรตีบอย Roti Boy ค่ะ กลิ่นหอมมากกกกกก ไม่ได้กลิ่นนี้มานานแล้ว หลังจากบ้านเราเลิกกินกัน แน่หละค่ะ...เราจะไม่กินได้หรือ ก็ได้ติดมือมาคนละชิ้น แต่ที่นี่ไม่ได้มีแต่รสกาแฟนะคะ มีหลายรสมากเลย อร่อยมากกกก
เดินเข้าห้างลึกไปอีกนิด ก็เห็นมีของ Vincci ลดราคาด้วย ที่นี่เค้าขายหมดเลย ไม่ว่ารองเท้า นาฬิกา แว่นตา ราคาไม่แพง (หรือเป็นเพราะตอนที่ไปมัน Sale อยู่รึเปล่าไม่รู้) เจ๊ใหญ่ในกลุ่มเราก็ได้เครื่องสำอาง M.A.C ติดมือมาชิ้นหนึ่งเนื่องจากราคาถูกกว่าที่เมืองไทย ที่ห้าง Suria มีช็อปของสกินฟู้ด Skin Food ด้วยค่ะ เรื่องราคาก็น่าจะถูกกว่าเมืองไทยเช่นกัน (คิดว่าเค้าน่าจะเก็บภาษีด้านเครื่องสำอางถูกกว่าบ้านเรา สินค้าพวกนี้เลยไม่แพงเท่าที่ไทย)
เจอแล้วๆ...ทางออก ทำไมคนยืนออกันเพียบเลย... อุ๊แม่เจ้า..ฝนตกอีกแล้ว.. แต่มาถึงแล้วจะไม่เดินออกไปชมได้อย่างไร ดีนะที่พี่และเพื่อนในกลุ่มละเอียดรอบคอบพกร่มกันไปด้วย...หุหุ..เลยได้อาศัย ทำแนบชิดติดร่มไปกับเค้าด้วย เพราะต้องลุยฝนเพื่อเดินไปส่วนลานน้ำพุ แล้วมองย้อนไปที่ตึก.....โอ้ว...สวยมากกกกค่ะ สมใจเลยงานนี้ (คิดว่าตึกนี้ ค่าไฟคงกินบานเลย..ฮ่ะฮ่ะ...เพราะเปิดไฟเยอะ แต่สวยดี) เก็บภาพกันได้ซักพักก็ไปหาของกินรอบค่ำกันที่ย่านบูกิต บินตัง (Bukit Bintang) ไม่มาย่านนี้ไม่ได้เนอะ...เค้าว่างั้นกัน...เพราะเป็นย่านช้อปปิ้งขึ้นชื่ออีกแห่ง ของกินก็มีเยอะแถวนั้น
จะไปที่นั่นได้พวกเราก็นั่งรถไฟสาย Putra อีกเหมือนเคยจาก KLCC นั่งย้อนมาแค่สองสถานี มาลงที่สถานีดังวังงิ (Dang Wangi) ชื่อสถานีนี้ออกแนวเกาหลีนิดๆ ฮ่ะๆ เป็น interchange station ที่เดินถึงกันได้ เรามาลงที่นี่แล้วก็เปลี่ยนสายมาต่อโมโนเรล (Monorail) ที่สถานีบูกิต นานาส (Bukit Nanas) เพื่อจะไปบูกิต บินตัง รถไฟโมโนเรลของเค้า ขนาดกะทัดรัดดีมากเลย เหมือนรถแคปซูลไฟฟ้าเลย เข้าไปยืนได้ไม่นาน ก็ถึงสถานีที่จะลงแล้ว สถานีนั้นก็ชื่อเดียวกับย่านเลยค่ะ คือ บูกิต บินตัง คนลงกันเยอะพอควร เดินเล่นไปมา ก็มาหยุดกินอาหารที่ร้านอาหารจีน จำไม่ได้ค่ะว่าชื่ออะไร คนอื่นกินข้าวมันไก่ไหหลำกัน เพราะมีให้เลือกทั้งไก่นึ่ง กับไก่ย่าง แต่เราเองนั้นเลือกกินอาหารเส้นค่ะ เค้าเรียกว่า Ayam Laksa เป็นบะหมี่แกง เส้นเหมือนอุด้งเลย ในน้ำแกงเหมือนใส่ปลากระป๋อง มีสัปปะรดชิ้นด้วย รสชาติออกเปรี้ยวเผ็ด ชามใหญ่ค่ะ กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด กินกันเสร็จแล้ว ท้องก็เริ่มตึงๆ แข้งขาเริ่มจะก้าวไม่ออกแล้วค่ะ ถ่านเริ่มอ่อนค่ะ แล้วคืนนั้นก็นิทราราตรีสวัสดิ์ที่เมืองหลวงแห่งมาเลเซีย
