nattie
มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของเรา อยากไปเที่ยวจัง อยากไปดูว่าบ้านเมืองเค้าเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าคงจะไปปีนี้หละ (2552) แล้วก็ได้ฤกษ์งามยามดีจากเพื่อนพ้องผู้น่ารักซึ่งได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าจะได้ตั๋วศูนย์บาทจากแอร์เอเชียมา ต้องขอยกความดีให้เล็กและพี่กิ๊กด้วยนะจ้ะ ทริปนี้เราจะไปกัน 6 คน 4 เมือง (กัวลาลัมเปอร์-คาเมรอน ไฮแลนด์-มะละกา-ปุตราจายา) ในเวลา 4 วัน แบบ budget ค่า
และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ออกเดินทางจากกรุงเทพด้วยสายการบินแอร์เอเชีย AK881 เวลา 0925 จากกรุงเทพไปกัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาบินสองชั่วโมงนะคะ เวลาที่มาเลเซียเร็วกว่าของบ้านเราหนึ่งชั่วโมง เครื่องบินมาถึงที่ KL ตอน 1230 เนื่องจากเป็น low-cost airline เลยไปลงที่สนามบิน LCCT (Low-Cost Carrier Terminal) แทน ถ้าเป็นสายการบินอื่นก็จะบินไปลงที่สนามบิน KLIA (Kuala Lumpur International Airport) เค้าจะออกเสียงกันว่า เคไล อ่ะค่ะ (สงสัยถ้าพูด เค แอล ไอ เอ มันจะไม่ทันใจ) ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติสำหรับสายการบินอื่นนอกเหนือจาก Air Asia

วันแรกนี้เราวางแผนกันว่าจะไป Cameron Highlands กัน ตอนแรกคิดว่าจะนั่งรถบัสพวก Sky Bus ไปลงที่สถานีส่วนกลางในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ คือ KL Sentral เพื่อหาทางต่อไปยังสถานีขนส่ง Puduraya แล้วก็ไปหารถจากที่นั่นเพื่อต่อไป Cameron Highlands อีกที แต่ดูท่าว่าเวลาจะไม่ทันเอาเสียแล้ว กระนั้นเลย...ลองไปเช็คราคารถตู้เหมาที่สนามบินแล้วไปกันเลยดีกว่า ราคาตอนแรกเค้าให้มา 530 RM ตีเป็นเงินไทยแบบง่ายๆก็คูณสิบไปเลยค่ะ ก็ราวๆ 5300 บาท อู้ววว...แพงอยู่นะ เกินงบที่ตั้งไว้เยอะอยู่ คุยไปคุยมาเลยลดมาได้นิดหน่อยเหลือ 500 RM ยังไงก็คงต้องเอาอะค่ะ เพราะ no more choice แล้ว ถ้าอยากจะไปถึงที่นั่นให้ทัน
พวกเรา 6 สาว ไซส์คอมแพ็คห้านางบวกหนึ่งสโนว์ไวท์ (ฮา) ก็ได้เดินทางออกจากสนามบินกันราวๆ บ่ายโมง นั่งไปเม้าท์ไปหลับไป บนทางมอเตอร์เวย์ด้วยระดับความเร็วของลุงคนขับ (น่าจะเกิน) 110 km / J (ย่อมาจาก Jam = Hour ในภาษามาเลย์)จ้ะ เพราะโดนตำรวจเรียกให้จอด และลุงก็โดนปรับไปตามระเบียบ เพราะหลังจากคุยกับตำรวจเสร็จ ลุงแกขึ้นรถมาก็หัวเราะแฮะๆ บอก speedy speedy เป็นอันว่าขับเร็วเกิน ชะแว้บ...ถึงแล้ว คาเมรอน ไฮแลนด์ เกือบๆห้าโมงเย็น (เวลาท้องถิ่น) ก็ใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 4 ชั่วโมงจากกัวลามาคาเมรอน มาถึงก็เช็คอินเลยค่ะ

ที่คาเมรอน เราพักกันที่ Kang’s Traveller Lodge (Daniel’s Lodge) เป็นที่พักของชาวแบ็คแพ็คเกอร์ค่ะ เป็นบ้านพักสองชั้นที่เอามาซอยเป็นที่พัก ราคาไม่แพงและก็อยู่ในเขตเมือง Tanah Rata ใกล้ๆตลาดและร้านอาหาร หาของกินสะดวก ตัวที่พักเองนั้นเรื่องตำแหน่งที่ตั้งดีค่ะ เรื่องที่หลับที่นอนนั้น ขอบอกว่าถ้าจะนอนเป็นเตียงเดี่ยวแบบหอพัก ซึ่งนอนรวมๆกับคนอื่นแล้วนั้น บรรยากาศค่อนข้างวังเวงนิดๆ อึมๆ(ครึม)หน่อยๆ แม้ว่าจะมีคนอื่นมานอนข้างๆเตียงด้วย แต่เห็นแล้วไม่ค่อยกล้านอน เพราะพื้นที่ตรงนั้น (คาดว่าจะเป็นพื้นที่ใต้หลังคา) แสงไฟน้อย แถมเป็นแสงสีเหลืองสลัวๆ อีกต่างหาก มันเลยมืดๆ คนกลัวผีอย่างเรา มีรึจะกล้าหือนอนที่นั่น แต่เหมือนฟ้ายังมีเมตตา ที่นอนข้างบนตรงนั้นว่างแค่สามเตียง ทั้งๆที่ต้องว่างหกเตียงสำหรับหกคน เค้าเลยหาที่นอนของอีกสามคนให้โดยไม่คิดราคาเพิ่ม (ก็ดีแฮะที่นี่) พวกเราก็เลยได้ห้องชั้นล่างมาอีกห้องนึง เป็นห้องส่วนตัว มีสามเตียง แสงไฟสว่าง ใกล้ห้องอาบน้ำด้วย ดีเลย โดนใจห้องนี้ แต่..เอาหละสิ...ใครกันหนอจะมาพักห้องนี้ ก็พวกเรามีกันตั้งหก มันจะเกิดความลำเอียงกันป่าวหนอ ถ้าเพื่อนอีกสามได้อยู่นี่(สวรรค์) แต่อีกสามต้องไปอยู่นู่น (... น่ากลัวอ่ะ) พี่คนโตสุดในทริป...ขอเรียกว่าเจ้แอนๆเรา เลยทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยโดยที่พวกเรามิได้บอกกล่าว (แต่เจ้คงรับรู้ได้โดยสัมผัสของน้องนุ่งว่า ข้างล่างน่าอยู่กว่ามากเลยค่า) เจ้เลยจัดการให้อยู่กันทั้งหมดเนี่ยหละในห้องนี้ (ห้องข้างล่าง) เนื่องจากขนาดตัวพวกเราเป็นขนาดแบบพกพา (กันตั้งห้าคน) ก็มองดูแล้ว..คงได้แหละ ... ไปๆมาๆ ก็นอนกันได้แหะ ในห้องสำหรับสามคนบวกกระเป๋าสัมภาระกันอีกเกือบสิบสองใบใหญ่เล็ก เออ...เอาสิอัดกันนอนอบอุ่นดีมากกกกก ประหยัดผ้าห่มไปหลายผืนเลย จะบอกว่าเตียงนอนเค้าก็ sensitive มากกก (หรือเป็นเพราะพวกเราอัดกันแน่นไปป่าวไม่รู้ นอนขยับซ้ายทีก็เอี๊ยด ขวาทีก็เอี๊ยด เอาเป็นว่าเป็นการนอนที่ต้องระมัดระวังตัวเองสุดๆ (เพราะกลัวคนข้างๆจะตื่น)
มาเรื่องความสะอาดของห้องอาบน้ำกันบ้างดีกว่า แม้ว่าจะเป็นห้องอาบน้ำและห้องน้ำแบบรวม (แบบแชร์กันอ่ะค่ะ ไม่ได้อาบแบบไปเข้าค่ายนะ) ก็ไม่น่าเกลียดค่ะ อาบกันได้ไม่เคอะเขิน มีข้อสังเกตอยู่อย่าง ห้องน้ำสาธารณะที่มาเลย์เท่าที่ได้ใช้บริการมา จะมีสายฉีดน้ำเกือบทุกที่เลย แต่ค่ะแต่....ไม่มีหัวฉีดค่ะ คือต้องเปิดใช้เอาเองจากก๊อกน้ำ หมุนๆๆ ให้น้ำมันพุ่งออกมา ก็ต้องใช้กันอย่างระวังนิดนึง ไม่งั้นอาจเปียกได้ แล้วจากที่มันไม่มีหัวฉีด มันก็ไม่มีที่แขวนค่ะ ทำให้ต้องปล่อยสายทิ้งไว้ที่พื้นอย่างนั้น ก็ดูจะไม่ค่อยน่าพิสมัยเวลาหยิบใช้ค่ะ เจออยู่ที่นึงที่มีหัวฉีดคือ ที่สถานีรถไฟ KLIA transit ที่ปุตราจายาค่ะ เจออยู่ห้องนึง (ยังเจออีกเนาะ) ก็เล่าเรื่องห้องน้ำซะยาวเลย โอม...จงกลับมาๆ ที่เดิม

ถึงไหนแล้วหว่า...อ๋อๆ หลังจากเก็บกระเป๋านู่นนั่นนี่เสร็จ ก็หิวค่ะ...ไปหาอะไรกินดีกว่า ร้านอาหารเยอะแยะมากมาย จะกินร้านไหนดี แล้วก็มาได้ร้านนี้ เพราะสีโต๊ะสะดุดตาดีมาก เหลืองแหล่มเลย... ตอนแรกคิดว่าจะสื่อสารกะเค้ายากไหมหนอ ไปๆมาๆ คนรับอาหารพูดไทยได้ซะงั้น (มารู้ตอนหลังว่าเป็นคนปัตตานีบ้านเรานี่เอง) ได้สั่ง Nasi Lemak Blackpepper (Ayam) การเรียงภาษาของมาเลย์นั้น ดูไปก็คล้ายๆกับของไทยค่ะ อย่างตัวนี้ Nasi (นาซี คือ ข้าว) – Lemak (เลมัก คือ ผัด) – Ayam (อายัม คือ ไก่ *ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) ก็ได้เป็น ข้าวผัดพริกไทดำไก่นั่นเอง พออาหารมาถึง...หน้าตาก็โอนะ ลองลิ้มคำแรกก็อืมมมม...อร่อยดีแฮะ มื้อนั้น ก็ได้ลิ้มรสสะเต๊ะไก่ด้วย ก็อร่อยเหมือนกัน อ้อ...ลืมบอกไปว่าหาหมูยากค่ะที่นี่ เพราะเป็นประเทศที่ผู้คนนับถืออิสลามกันมากค่ะ ถ้าอยากกินหมูก็หากินได้จากร้านอาหารจีนค่ะ

พอกินข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นชมยามเย็น แถมทำเก๋แวะเข้าห้องน้ำที่สถานีตำรวจตอนเดินกลับ ยืนเม้าท์ซี่กับคุณตำรวจด้วยหละ เม้าท์กันอย่างเฮฮาสนุกสนาน จะบอกว่าคุณตำรวจที่นี่ก็พูดภาษาไทยได้บ้างเหมือนกันน้า (เป็นคำๆค่ะ)...ไม่เบาๆ (เพื่อนบ้านรู้อะไรๆเกี่ยวกับประเทศเรา มากกว่าเรารู้อะไรๆเกี่ยวกับประเทศเค้า...จริงๆ เราคิดว่างั้น) ถึงที่พัก การเดินทางมาถึงวันแรกก็จบลงด้วยการอาบน้ำนอนอย่างหมดแรงและหมดลม (วันที่สองจะเป็นยังไงต่อ เดี๋ยวจะมาเขียนเล่าให้ฟังค่ะ)
4 Responses
  1. Pop Says:

    น่าหนุกจัง อยาก ทัวร์ต่างประเทศมากเลย


  2. Anonymous Says:

    กำลังจะไปเลย น่าอ่านมากค่ะ ;)


  3. nattie Says:

    ขอบคุณนะค่ะ ... ;)


  4. Anonymous Says:

    เป็น blog ภาษามาเลย์ และการแปลภาษามาเลย์ ที่ดีจริงๆครับ